วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

Vietnam


เวียดนาม (Vietnam) มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ประมาณ 327,500 ตารางกิโลเมตรสามในสี่ของพื้นที่เป็นภูเขาและป่า ครอบคลุมทะเล มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก จรดอ่าวไทย และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออก มีแหล่งน้ำมันใต้ดินที่อุดมสมบูรณ์ เวียดนามมีประชากรมากกว่า 89 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 13 ของโลก
ที่มาของชื่อประเทศเวียดนาม คำว่า "เวียด" เป็นมาจากภาษาจีน แปลว่า ไกลออกไกล หรือ เดินทางผ่านไป คำว่า "เวียด" หมายถึง ประเทศหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากจีน ส่วน "นาม" แปลว่า ทิศใต้ ดังนั้นชื่อเวียดนามชื่อว่าดินแดนทางตอนใต้ของชาวเวียดนาม หรือ ดินแดนที่ชาวเวียดนามอาศัยอยู่ มีเมืองหลวงคือ "ฮานอย" ตั้งอยู่ทางภาคเหนือเมือง "โฮจิมินห์ซิตี้ (ไซ่ง่อน)" ถือเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ทางภาคใต้และเป็นศูนย์กลางทางการค้าและอุตสาหกรรม "เมืองดานัง" เป็นเมืองท่าและเป็นเมืองด้านการท่องเที่ยว ติดทะเลจีนใต้อยู่ทางภาคกลางของเวียตนาม
ระบบการปกครอง เวียดนามปกครองแบบระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการปกครองโดยกองกำลังของรัฐ มีการแบ่งเขตการปกครอง แบ่งออกเป็น 59 จังหวัด และ 5 เทศบาลนคร

ศาสนา และวัฒนธรรมเวียดนามตามรัฐธรรมนูญเวียดนามบัญญัติให้ประชาชนชาวเวียดนามมีเสรีในการเลือกนับถือศาสนาได้ ทำให้ เวียดนามไม่มีศาสนาประจำชาติ โดยมีปริมาณการนับถือของศาสนาเป็น ศาสนาพุทธ 90% ศาสนาคริสต์ 7% และเป็นศาสนาอื่นๆ อีกประมาณ 3 % เวียดนามมีการผสมผสานด้านวัฒนธรรมจากหลายชนชาติ ในอดีตครั้งจีนปกครองเวียดนาม ได้มีการนำลัทธิขงจื้อเข้ามาเผยแพร่ อาหารการกิน รวมถึงธรรมเนียมการบูชาวิญญาณบรรพบุรุษตามแบบของจีนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเวียดนามด้วย และเมื่อครั้งสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง เวียดนาม ก็ยังได้นำรูปแบบวัฒนธรรมที่อยู่อาศัยสไตล์โคโลเนียลเข้ามา ทำให้ปัจจุบันจะพบเห็นตึกสไตล์ฝรั่งเศสผสมผสานเป็นที่อยู่อาศัยในเวียดนามากมาย รวมทั้งเทศกาลและอาหารด้วย
แม้ว่าชาวเวียดนามจะถูกปกครองโดยคนต่างชาติเข้ามาเป็นเวลานับร้อยปี แต่พวกเขาพยายามรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี ชาติที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมมากที่สุดคือจีน เช่น ประเพณีการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ส่วนศาสนาพุทธเน้นคำสอนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และการกลับมาเกิดใหม่
นอกจากนั้นวัดและเจดีย์เวียดนาม ยังสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา หมู่บ้านในเวียดนามแต่ละแห่งจะมีที่ตั้งของวัดประจำหมู่บ้านเพื่อเป็นศูนย์รวมของการดำรงค์ชีวิตทั้งในด้านสังคม การเมืองและศาสนาด้วย
วันสำคัญและเทศกาลของเวียดนามเทศกาลเต็ด (Tet) หรือ "เต็ดเหวียนดาน" (Tet Nguyen Dan) มีความหมายว่าเทศกาลแห่งรุ่งอรุณแรกของปี เริ่มต้นขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนจะมีวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติ คือ ระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ ของวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในฤดูหนาว กับวันที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน เป็นการเฉลิมฉลองในด้านของความเชื่อในเทพเจ้า ลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพุทธ รวมถึงการเคารพบรรพบุรุษ
เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง เป็นเทศกาลตามวัฒนธรรมจีนที่มีขึ้นในกลางฤดูใบไม้ร่วง (ช่วงปลายกันยายน หรือ ต้นคุลาคม) เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวเกษตรกรเสร็จจากการรวบรวมพืชและเก็บผลไม้จากสวนผลไม้ จะมีขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือน 8 ชาวบ้านจัดประกวด "ขนมบันตรังทู" หรือ ขนมเปี๊ยะ โก๋ญวน ทีมีรูปร่างกลม มีไส้ถั่วและไส้ผลไม้ มีการจัดแสดงขบวนแห่เชิดมังกร เพื่อแสดงความเคารพต่อพระจันทร์ ซึ่งในบางหมู่บ้านอาจประดับโคมไฟพร้อมทั้งจัดงานขับร้องเพลงพื้นบ้าน


ถนน 36 สายเก่า (36 streets old quarter)หรือที่เรียกว่า 36 เฝอเฟือง อยู่ทางเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม เป็นย่านการค้าและย่านชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แบ่งถนนแยกย่อยซอยไปถึง 36 สาย เป็นศูนย์รวมการค้าและธุรกิจด้านการบริการมากมาย และยังเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ควรพลาด สามารถเดินช้อปปิ้งพร้อมกับสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนชาวเมือง ด้วยเสน่ห์ของตัวอาคารบ้านเรือนในย่านนี้เป็นแบบเวียดนามแท้ ๆ ที่มีลักษณะเป็นอาคารทรงกล่องสูง และแคบ ไม่กว้างมากนัก ถนนแต่ละสายส่วนใหญ่จะขายของประเภทเดียวกันและมีชื่อเรียกต่างกันตามสินค้าที่ผลิตและจำหน่าย เช่น รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า ของที่ระลึก งานฝีมือที่ทำจากไม้ เครื่องเขิน เรือสำเภาไม้จำลอง เป็นต้น

ตลาดดงซวน Dong Xuanเป็นตลาดที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในกรุงฮานอย ตั้งอยู่ที่ถนนดงซวน ทางด้านเหนือของเขตเมืองเก่า มีอาคารพาณิชย์ร้านค้าจำหน่ายสินค้าส่งและปลีกมากมาย เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องจักรสาน ของที่ระลึก เครื่องใช้ประจำวัน เหล้าไวน์ ราคาถูกเพราะเป็นสินค้าจากเวียดนามเองและบางส่วนจากประเทศจีน นอกจากนี้ยังมี ร้านจำหน่ายดอกไม้ ร้านขายยาสมุนไพรแผนโบราณ ร้านขายยาดอง และร้านท้องถิ่นอื่นๆอีกมากมายตามริมถนนให้ได้ช๊อปปิ้งกัน



พระราชวังเว้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๗ ในรัชกาลแห่งพระเจ้ายาลอง (Gia Long) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหงวียน ที่ไทยมักคุ้นในชื่อ องเชียงสือ มีกำแพงโดยรอบ ความยาว 2.5 กิโลเมตร แบ่งเป็นส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนในอันเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ เมื่อเดินผ่านประตูเที่ยงวัน (Cua Ngo Mon) จะพบสะพานน้ำทองที่ทอดตรงเข้าไปสู่พระราชวังไท ฮวา หรือที่เรียกว่า ท้องพระโรง ใช้ต้อนรับพระราชวงศ์ชั้นสูงและทูต ที่นี่มีเสาไม้สีแดงต้นใหญ่มากมาย ทั้งหมดเขียนด้วยลายมังกรสีเหลืองตามเทคนิคงานเครื่องรักเขียนสีแบบเวียดนาม เมื่อทะลุผ่านไปจะพบลานกว้าง มีอาคารชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องแบบจีนอยู่ทางขวาคือส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของราชสำนักเวียดนาม ปัจจุบันเป็นใจกลางของ การท่องเที่ยวในฐานะ 1 ใน 3 ของมรดกโลกในเวียดนาม
อุโมงค์กู๋จีเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ ของประเทศ อุโมงค์กู๋จีเป็นที่ตั้งของการทัพหลายครั้งระหว่างสงครามเวียดนาม เป็นเส้นทางสื่อสารและเสบียง โรงพยาบาล สถานที่เก็บอาหารและอาวุธและที่พักอาศัย ระบบอุโมงค์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งเป็นฐานปฏิบัติการของเวียดกง นการต่อสู้กับทหารสหรัฐ จนกระทั่งสหรัฐต้องถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามใต้ในที่สุด
• อุโมงค์หวิงห์ม็อก
   อุโมงค์หวิงห์ม็อก ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว 65 กิโลเมตร นับเป็นอุโมงค์ใต้ดินที่คนทั้งหมู่บ้านอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีเพื่อหลบภัยจากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในสมัยสงครามเวียดนาม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพากันอพยพไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศ แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนกว่า 300 คน ที่ยังอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์คนรูแห่งนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี นับจากปี พ.ศ. 2509-2514
   ภายในเครือข่ายอุโมงค์ที่มีความยาวกว่า 2,000 เมตร นี้ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น มีทางเข้าออกทั้งหมด 13 ทาง แต่ละชั้นจะมีการสร้างเป็นห้องต่างๆ ทางซ้ายและขวา โดยชั้นแรกมีจุดเด่นน่าชมอยู่ที่ห้องที่ใช้คลอดเด็กทารกถึง 17 คน และชั้นที่สองเป็นส่วนที่ใช้ในการประชุมในสมัยสงคราม จากนั้นจะมีทางเดินลงสู่ชั้นที่ 3 ของอุโมงค์ ซึ่งค่อนข้างชันควรใช้ความระมัดระวัง อุโมงค์หวิงห์ม็อกสามารถเที่ยวชมได้ตลอดปี เพียงแต่ในฤดูฝนอาจจะมีความยากลำบากในการเดินทางสักหน่อย และควรนำไฟฉายติดตัวมาด้วยเพราะทางเดินภายในอุโมงค์ค่อนข้างมืด

• คำทักทาย (ภาษาเวียดนาม)
• เจา อง (Chao Ong) : สวัสดี สำหรับชายสูงอายุ
• เจา แองห์ (Chao Anh) : สวัสดี ชายหนุ่ม
• เจา บั๊ก (Chao Bac) : สวัสดี ชายอายุมากกว่า
• เจา แอม (Chao Em) : สวัสดี ชายอายุน้อยกว่า
• เจา บา (Chao Ba) : สวัสดี สำหรับหญิงสูงอายุ
• เจา โก (Chao Co) : สวัสดี หญิงสาว
• เจา จิ (Chao Chi) : สวัสดี หญิงอายุมากกว่า
• เจา แอม (Chao Em) : สวัสดี หญิงอายุน้อยกว่า
• กาม เอิน (Cam On) : ขอบคุณ
• ซิน จ่าว (Xin Chao) : สวัสดี (ใช้ได้ทุกเวลา)
• ซิน โหลย (Xin Loi) : ขอโทษ
• จุ๊บ หงู งอน (Chuc Ngu Ngon) : ราตรีสวัสดิ์
• ซิน เหม่ย (Xin Moi) : ขอเชิญ,กรุณา
• ตาม เบียด (Tam Biet) : ลาก่อน
• แฮน กัพ ไล (Hen Gap Lai) : พบกันใหม่
• บั๊ก โก แคว คง (Bac Co Khoc Khong) : สบายดีหรือ
• กาม เอิน บิงห์ เทือง (Cam On Binh Thuong) : สบายดี ขอบคุณ
• แดบ หลำ (Dab Lam) : สวยมาก
• ยา (Da) : ใช่
• คง (Khong) : ไม่
• โตย (Toi) : ฉัน
• ซิงหลำ (Xinh Lam) : มีเสน่ห์มาก
• เติน อง ลา จี (Ten Ong La Chi) : คุณชื่ออะไร
• โตย เติน ลา (Toi Ten La) : ฉันชื่อ
• อัน เอียว เอ็ม (Anh Yeu Em) : พี่รักน้อง,ฉันรักเธอ
• เอ็ม เอียว อัน (Em Yeu Anh) : น้องรักพี่
• สนทนา (ภาษาเวียดนาม)
• เอ๋อ เดา (O Dau) : ที่ไหน(จะอยู่หลังคำนามเสมอ)
• เงิน ห่าง (Ngan Hang) : ธนาคาร
• เงิน ห่าง เอ๋อ เดา (Ngan Hang O Dau) : ธนาคารอยู่ไหน
• บู เดียน (Buu Dien) : ไปรษณีย์
• ค้าก ซาน (Khach San) : โรงแรม
• เบิงห์ เวียน (Benh Vien) : โรงพยาบาล
• เหี่ยว ซ้าค (Hieu Sach) : ร้านหนังสือ
• เบ่ เบย (Be Boi) : สระว่ายน้ำ
• ยา ฮาง อัน (Nha Hang An) : ภัตตาคาร
• ยา เธอ (Nha Tho) : โบสถ์
• เซิน ไบ (San Bay) : สนามบิน
• เบ๋น แซ ตัค ซี่ (Ben Xe Tac Xi) : สถานีรถแท็กซี่
• เบ๋น แซ (Ben Xe) : สถานีรถประจำทาง
• กา แซ เหลื่อ (Ga Xe Lua) : สถานีรถไฟ
• ยา เว ซิง เอ๋อ เดา (Nha Ve Sinh O Dau) : ห้องน้ำอยู่ไหน
• เร ไตร (Re Trai) : เลี้ยวซ้าย
• ไฝ่ (Phai) : ขวา
• ไฮ ดี ถั่ง (Hay Di Thang) : ตรงไป
• โหลย ไหน่ (Loi Nay) : ทางนี้
• โฝ,เดื่อง (Pho,Doung) : ถนน
• กวาน (Quan) : ตำบล
• การนับวัน (ภาษาเวียดนาม) 
• จู่ ยัต (Chu Nhat) : อาทิตย์
• ถือ ไห่ (Thu Hai) : จันทร์
• ถือ บา (Thu Ba) : อังคาร
• ถือ ตือ (Thu Tu) : พุธ
• ถือ นาม (Thu Nam) : พฤหัสบดี
• ถือ เสา (Thu Sau) : ศุกร์
• ถือ ไบ่ (Thu Bay) : เสาร์
• คำทั่วไป (ภาษาเวียดนาม)
• ดอย หลำ (Doi Lam) : หิวมาก
• ค้าด หลำ (Khat Lam) : กระหายน้ำ
• งอน หลำ (Ngon Lam) : อร่อยมาก
• เนื๊อก โซย (Nuoc Da) : น้ำเปล่า (ต้ม)
• เนื๊อก ดา (Nuoc Da) : น้ำแข็ง
• เนื๊อก กำ ดา (Nuoc Cam Da) : น้ำแข็งเปล่า
• ฉ่า ด๋า (Tra Da) : น้ำแข็งใส่น้ำชา
• เฝอ (Pho) : ก๋วยเตี๋ยว
• กา เฝ่ (Ca Phe) : กาแฟ
• แจ่ (Che) : ชา
• เบีย (Bia) : เบียร์
• เกิม (Com) : ข้าวสวย
• จ๋าว (Chao) : ข้าวต้ม
• แบ๋งห์ หมี่ (Banh My) : ขนมปัง
• โตย โอม (Toi Om) : ฉันไม่สบาย
• โตย บี ดี หง่วย (Toi Bi Di Ngoai) : ฉันท้องเสีย
• บี โซด (Bi Sot) : เป็นไข้
• บี ยา ไย (Bi Da Day) : ปวดท้อง
• แตม ทือ (Tem Thu) : แสตมป์
• แซ เฮย (Xe Hoi) : รถ
• ทิด บา (Thit Bo) : เนื้อวัว
• หมง (Muong) : ช้อน
• เหนี้ย (Nia) : ส้อม
• เล่ (Ly) : แก้วน้ำ
• ตำ เสีย รัง (Tam Xia Rang) : ไม้จิ้มฟัน
• เอิ้ก (Ot) : พริก
• เนื้อก ม้าม (Nuoc Mam) : น้ำปลา
• เย่ เล่า หมิง (Giac Lau Mieng) : กระดาษทิชชู่
• ช้อปปิ้ง (ภาษาเวียดนาม)
• บาว เยียว (Bao Nhieu) : ราคาเท่าไหร่
• มัก กว๊า (Mac Qua) : แพง
• เบิ่ก เยียะ คอม (Bot Gia Khong) : ลดราคาได้ไหม
• เหล๋ (Re) : ถูก
• การนับจำนวน (ภาษาเวียดนาม)
• โมต (Mot) : 1
• ไฮ (Hai) : 2
• บา (Ba) : 3
• โบน (Bon) : 4
• นาม (Nam) : 5
• เสา (Sau) : 6
• ไบ่(Bay) : 7
• ตาม (Tam) : 8
• จิ๋น (Chin) : 9
• เหมื่อย (Muoi) : 10
• เหมื่อย โมต (Muoi Mot) : 11
• เหมื่อย ลาม (Muoi Lam) : 15
• ไฮ เหมื่อย (Hai Muoi) : 20
• ไฮ เหมื่อย ลาม (Hai Muoi Lam) : 25
• บา เหมื่อย (Ba Muoi) : 30
• นาม เหมื่อย (Nam Muoi) : 50
• โมต ตรัม (Mot Tram) : 100
• ไห่ ตรัม (Hai Tram) : 200
• โมต งัน (Mot Nghin) : 1,000
• เหมื่อย งัน (Muoi Nghin) : 10,000
• ตรัม งัน (Tram Nghin) : 100,000
• โมต เตรียว (Mot Trieu) : 1,000,000



• ดานัง(Danang) เวียดนาม เมืองดานัง เป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลางตอนใต้ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลจีนใต้ จัดเป็น 1 ใน 5 เขตการปกครองส่วนท้องถิ่นในเวียดนาม และเมืองใหญ่อันดับ 4 ของเวียดนาม ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตั้งอยู่ที่ตำแหน่งละติจูดที่ 15°55' ถึง 16°14' องศาเหนือ และลองจิจูดที่ 107 กับ
ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดกับจังหวัดกว่างนาม
ทิศตะวันออกติดกับทะเล จีนใต้
ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ 764 กิโลเมตร
ห่างจากโฮจิมินห์ซิตีไปทางเหนือ 964 กิโลเมตร

 ภูมิอากาศของเมืองดานัง
อุณหภูมิ เฉลี่ยทั้งปีอยู่ ที่ 26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด คือ ในช่วงเดือน มิถุนายน ถึงสิงหาคม อยู่ที่ 28-30 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุด คือ ในช่วงเดือน ธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์ อยู่ที่ 18-23 องศาเซลเซียส
มีฝนตกค่อนข้างหนักในช่วงเดือน ตุลาคม ถึง พฤศจิกายน 



เมืองโบราณฮอยอัน (Hoi An Ancient Town) ตั้งอยู่ที่ประเทศเวียดนาม เมืองนี้เป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๙ (พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๔) ที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี อาคารต่าง ๆ และการวางผังถนน สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของพื้นเมืองและต่างประเทศ ซึ่งได้ผสมผสานกันไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์

ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยู เนสโกเมื่อปี 2542 พอๆกับอีกหลายแห่งที่ขึ้นทะเบียนในเวลาไม่ห่างกันนัก เช่นพระราชวังเว้ อ่าวฮาลองเบย์ นอกจากนี้กำลังแจ้งขอขึ้นทะเบียนอีกนับสิบๆแห่ง ต้องบอกว่าประเทศเวียดนามยังมีมรดกล้ำค่าที่รอเปิดตัวให้ชาวโลกได้รู้จักอีก มากมาย เหลียวมามองบ้านเรา จะมีอะไรเหลืออยู่หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ และที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปแล้ว ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นเขาใหญ่มรดกโลกที่เบื้องหลังมีการตัดไม้และล่าสัตว์เป็นว่าเล่น หรืออุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีฯ ก็ปล่อยให้สร้างเพิง สร้างร้านค้า อยู่เต็มหน้าวัดมงคลบบิตร นี่ยังดีทีมีกระแสข่าวจะถูกถอดถอน ไม่งั้นป่านนี้ อาจปล่อยให้ร้านค้าเข้ามาขายของกันข้างในพระอุโบสถแล้ว พูดไปก็ขายขี้หน้ายูเนสโกอยู่เหมือนกัน อีตอนขอขึ้นทะเบียนก็วิ่งกันตีนพลิก แต่พอเคาให้แล้วก็ไม่ใส่ใจใยดี ปล่อยให้รกรุงรังเป็นขยะเต็มโบราณสถาน ประจานกันไปทั้งประเทศ ว่า " ความสกปรกรกรุงรัง อยู่คู่กับมรดกโลก"


สุดท้ายจะกลับไปเที่ยวอีกนะคร๊าบบบบบบ








1. สาวเวียด  แบบว่าโดยรวมแล้วคล้ายกับไข่คัดเกรดแล้วอ่ะ มองไปทางไหนก็คล้ายๆกันไปหมด (รูปร่าง)
    - ตัวเล็กๆ  หุ่นบางๆ มีเอวตั้งแต่อกลงมา
    - การสวมเสื้อผ้าจะสวมกางเกงยีนส์พอดีตัว เสื้อรัดรูปหน่อย เพื่อโชว์สรีระ เห็นแล้วน่ารักอ่ะ อยากคุย อยากรู้จัก ไม่ใช่เห็นแล้วหื่น
    - ไว้ผมยาว มัดรวบเหมือนเด็กอนุบาล เป็นธรรมชาติ ไม่ดัด ไม่ย้อม
    - หน้าตาไม่เสริมแต่ง เหมือนกุหลาบ งดงามประสาดอกไม้แรกแย้ม

2. การสวมใส่หมวกกันน๊้อค ยามขับขี่ ทั้งคนขับและซ้อน
     - เป็นหมวกกันตำรวจมากกว่า สามใบร้อย แต่ก็ใส่เกือบทุกคน หนึ่งในพันมั้งที่ไม่ใส่
     - ขับสวนกันผ่านสี่แยกดูแล้วน่าปวดหัวสำหรับเรา  แต่พวกเขาเหมือนกับรู้กันว่าจะให้ใครไปก่อน ประเทศเราก็มีแต่ไม่ค่อยทำ สังเกตป้ายในเมืองตามสี่แยก ที่บอกว่าให้รถทางซ้ายไปก่อนนั่นแหละ

3. การขับขี่ตามความเร็วที่กำหนด เขาทำได้อ่ะ ในเมืองจะมีป้ายจะระบุความเร็ว ใครฝ่าโดนมีสิทธิโดน เพราะมีตำรวจซุ่มอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ คอยดักความเร็ว และไม่เห็นตำรวจกักด่านตรวจโน่นตรวจนี่เลย จากการไปสัมผัส 3 วัน นอกจากทำผิดจึงจะโดน

4. เขากำลังพัฒนาเมืองท่่องเที่ยว โดยเฉพาะดานัง กำลังสร้างที่พักริมทะเล ระดับ 4-5 ดาว ทำเสร็จเมื่อไหร่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปอีกแห่งหนึ่ง มีการถมทะเลเพิ่มเพราะที่ดินไม่พอ โดยการเอาดินจากเขาที่อยู่หลังเมืองนั่นแหละ

ปล. ใครไม่คิดจะซื้อของในตลาด อย่าไปดูเชียว โคตรตื้อและดึงเราเข้าร้านเลย โดยเฉพาะตลาดดงบาในเมือง เว้

ขอบคุณคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

ฮ่องกง


หลายคนๆ คงมีประสบการณ์เที่ยวยังต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต คงตื่นเต้นไม่น้อยถ้าได้ไปเยือนสถานที่ต่างๆตามความฝัน และคงอยากจะเก็บภาพความประใจครั้งนี้ไว้ด้วย ว่าแต่เราใช้จะใช้กล้องอะไรถ่ายดี จะเป็นกล้อง DSLR ตัวใหญ่ๆ เท่ห์ พกไว้อวดผู้คน แต่การใช้งานอาจไม่คล่องตัวสำหรับเรา พะรุงพะรังมากมาย



ว่าแล้วก็พบคำตอบว่า จะไปเที่ยวหลายๆ ที่ แถมบางจุดต้องพบปะผู้คนมากมาย กล้องดิจิตอลคอมแพค อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เดี๋ยวนี้กล้องดิจิตอลคอมแพค มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวกง่าย แถมฟังก์ชั่นบางตัวให้ความสามารถครบหรือเทียบเท่ากล้อง DSLR ตัวใหญ่ได้เลย นั้นมาผจญภัยครั้งแรกในต่างแดน


ครั้งหนึ่งได้เดินทางไปฮ่องกง ไปกับน้องสาว 2 คน โอ๊ยๆๆๆๆๆๆ...เดินด้วยเท้า ขึ้นรถไฟใต้ดินตลอด ทั้ง 3 วันเดินอย่างเดียวจริงๆ บ้านเมืองเค้าดูสะอาดสะอ้านมากเลย แต่ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายให้เราเห็นบ้าง

ตึกที่ดูสูงเสียดฟ้า





บางย่านที่ไปก็จะดูเป็นตึกที่เก่าๆ



Check in @ ฮ่องกง
ย่าน จิม ซา จุ่ย ฮ่องกง



ถ้าร้านขนม คงต้อง เค้กร้าน Charlie Brown cafe ตรงข้าม รร. พาร์ค ถ้าร้านอาหาร ชอบ Sweet dynasty ตรงข้าม habour city



อยากช๊อปปิ้งก็ต้องไปย่านซิมซาจุ่ยเลย แบรนด์ดังเค้าก็คือ bossini นั่นเอง วันนั้นได้แจ็คเก๊ตมาตัหนึ่ง ใส่เท่ห์เลยทีเดียว
อาหารการกินก็ถือว่าแพงใช้ได้เลยนะ ราคาราวๆ60-70 เยน ไปคราวนี้ค่าอาหารข้างๆทางก็หมดไปหลายพันอยู่นะ
โชคดีอย่างที่ไปเจอคนไทย โย๊วๆๆ  เปิดร้าน คล้ายๆร้านข้าวแกงบ้านเราแหละ พอได้ยินเราพูดภาษาไทย เค้าเลยพูดไทยกับเราเลย 
แหม!! เลยจัดอะไรก็ได้ที่อร่อยๆมานะ ขอโทษไม่ฟรีนะคร๊าบบ

อันนี้น้องสาวที่ไปด้วย ออกค่าตั๋วให้อีก  แหม่ สวยแล้วยังใจดีอีกด้วยนะเนี้ยย  ขอให้เฮงๆรวยๆยิ่งๆขึ้นไปเด้อออออออออออออ........






การเดินทางไปท่องเที่ยวฮ่องกงไม่ยากอย่างที่คิด เพราะฮ่องกงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า และยังสามารถพำนักอยู่ภายในฮ่องกงได้ 7 วัน หรืออาจถึง 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสัญชาติ ของนักท่องเที่ยวนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ในทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาท่องเที่ยวฮ่องกงเป็นจำนวนมาก แต่ถึงแม้ว่าฮ่องกงจะเป็นจุดหมายปลายทางที่คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติและภาษา แต่ฮ่องกงก็ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัยที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง



ฮ่องกง เป็นเมืองเล็กนักท่องเที่ยวจึงอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งช้อปปิ้งสำคัญ สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกผ่านระบบขนส่งสาธารณะในฮ่องกงที่ให้บริการทั่วถึงและน่าเชื่อถือ โรงแรมส่วนใหญ่ตั้งหันหน้าสู่อ่าวในเซ็นทรัล หว่านไจ๋ คอสเวย์เบย์และนอร์ธพอยต์บนเกาะฮ่องกงและในจิมซาโจ่ย จิมซาโจ่ยอีสต์และฮุงฮอมในเกาลูน คุณยังสามารถหาที่พักในย่านผู้คนพลุกพล่านของเยามะไต๋และมงก๊กในเกาลูน อีกทั้งยังมีโรงแรมสไตล์รีสอร์ทในนิวเทอร์ริทอรี่ส์และเกาะรายรอบให้คุณได้เลือกผ่อนคลายอีกด้วย
การเดินทางมาท่องเที่ยวฮ่องกงอาจไม่ใช่เรื่องยาก และใครๆก็สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ฮ่องกงก็ยังถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีข้อห้ามสำคัญๆหลายอย่างที่นักท่องเที่ยวควรใส่ใจและควร ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบการเดินทางมาท่องเที่ยวฮ่องกง โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้าฮ่องกงได้นั้นมีจำนวนหลายอย่าง ผู้โดยสารจำนวนมากที่มารอต่อเครื่องหรือแวะในฮ่องกงหลังจากไปเยือน ประเทศอื่น เนื่องจากตัวบทกฎหมายในประเทศต่างๆ มีความแตกต่างกัน วัตถุบางอย่างที่อาจถูกกฎหมาย ณ ต้นทางหรือปลายทาง อาจถูกพิจารณาว่าผิดกฎหมายในฮ่องกงก็เป็นได้
คำว่า "หลากหลาย" กับ "การช้อป" ในฮ่องกงดูเหมือนจะเป็นอะไรที่คู่กัน เพราะที่นี่ ไม่ใช่แค่มีสินค้าหลากแบบให้คุณได้เลือกสรร แต่ยังมีวิธีในการหาซื้ออีกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าคุณจะเป็นพวกชอบเดินห้างหรือถนัดลุยตลาด มหานครระดับโลกของเอเชียแห่งนี้ก็มีสารพันสิ่งให้คุณได้เลือกช้อป

Source: http://www.discoverhongkong.com/th/shop/where-to-shop/index.jsp#ixzz2zJbjj9cv




วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

กล้อง 2 ตัวนี้ ลูกชายและลูกสาว



กล้อง CSC น้องใหม่ล่าสุดในตระกูล X-series ที่เล็กลงและมีราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้น
กล้องฟูจิ X-M1 เป็นในเจเนอเรชั่นที่ 3 ของตระกูล X-series ที่สามารถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ แถมยังเป็นกล้องที่เล็กที่สุดและเบาที่สุดในบรรดากล้องแบบ CSC (Compact System Camera) ที่ถูกผลิตออกมาจากบริษัทในตอนนี้ ที่จริงมันมีขนาดที่เล็กกว่ากล้องรุ่น X-20 ที่มีเซ็นเซอร์ขนาด 2/3 นิ้ว แต่ในขณะที่กล้อง X-M1 นั้นมีเซ็นเซอร์ขนาด APS-C แบบเดียวกับกล้องรุ่นใหญ่อย่างรุ่น  X-Pro1 และ X-E1
ยิ่งไปกว่านั้นกล้อง X-M1 ยังใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบ X-Trans CMOS ขนาด 16.3 ล้านพิกเซล ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในการออกแบบของ Fujifilm ที่ช่วยลดการเกิด Moire’ Pattern (ลายซ้ำซ้อนที่เกิดจากการมีคลื่นความถี่ตรงกับเซ็นเซอร์) โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาฟิลเตอร์ Optical low pass ที่ตามปกติจะถูกติดตั้งไว้ที่บริเวณด้านหน้าของเซ็นเซอร์ภาพ ซึ่งนี่ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้คมชัดมากกว่าปกติ
เช่นเดียวกับกล้องรุ่น X-Pro1 และรุ่น X-E1 ทาง Fujifilm ยังกล่าวว่ากล้องรุ่น X-M1 นี้สามารถสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายคุณภาพดีเทียบเท่ากับภาพถ่ายที่ได้จากกล้อง DSLR แบบฟูลเฟรมเลยทีเดียว
เนื่องจากความต้องการลดขนาดและราคา กล้อง X-M1 จึงไม่มีช่องมองภาพในตัวมาให้ แต่มีจอแสดงผลแบบ LCD ความละเอียดสูงที่สามารถปรับมุมได้มาแทน ช่วยในการมองภาพในมุมสูงหรือก้มต่ำทำได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
กล้องรุ่นใหม่ล่าสุดตัวนี้ถูกวางไว้เป็นกล้องรุ่นเล็กของบรรดากล้อง CSC ในตระกูล X-series ที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ โดยมีราคาที่ไม่สูงไปกว่ารุ่น X-E1 รุ่นพี่หรือรุ่น X-Pro1 ตัวท็อป




สำหรับ Nikon D7000 นี้ ... ณ เวลาที่มันเปิดตัวออกมา จนถึงตอนนี้ ตอนที่ผมพิมพ์บล็อคเล่นอยู่นี่ล่ะ
มันเป็นกล้องที่ค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ถึงความคุ้มค่าอย่างที่สุด เพราะคุณภาพของตัวกล้องมันแตะระดับกล้อง FullFrame รุ่นเก่าๆของค่าย Nikon รวมทั้ง Canon เองไปแล้ว และที่สำคัญเทคโนโลยีต่างๆก็คือระดับเยี่ยมของกล้อง ณ ปัจจุบันไปด้วย
พอรวมๆกัน มันเลยกลายเป็นกล้องที่คนโจษจันกันเยอะที่สุดถึงความคุ้มค่าของมัน
แม้ราคามันจะแรงจนผมทำใจซื้อเองไม่ได้ก็เหอะนะ ... แต่ถ้ามองในแง่สิ่งที่ได้จากตัวกล้องมันก็จัดว่าถูกล่ะครับ เพราะเกินราคาจริงๆ


แรกที่ได้สัมผัสนั้น ต้องบอกว่าบอดี้ทำได้ดูดีจริงๆครับ ข้างในก๊องแก๊งหรือเปล่าบอกไม่ได้ แต่ข้างนอกดูดีมีชาติตระกูลมากครับ แม้แต่โซนพลาสติกก็เป็นพลาสติกที่ดูดีไฮโซ ไม่ได้เป็นพลาสติกสำหรับหล่อทำกะละมังซักผ้าแต่อย่างใด
แต่การปรับแต่ง ... ทำเอางงพอสมควร -*- ... ใครบอกว่ากล้องยิ่งรุ่นใหญ่ขึ้นยิ่งปรับแต่งง่าย ผมว่าไม่จริง มันขึ้นกับความเคยชินของคนมากกว่ามั้ง เพราะก่อนหน้านี้ได้ไปจับ DSLR ของ Nikon กับ Canon รุ่น Entry Level แบบลวกๆ มาหลายรุ่น ก็ไม่เห็นจะงงไปยังไง 

ทะเลน้อย ระโนด สงขลา

    แม้จะเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของภาคใต้แต่ที่นี่กลับมีชื่อเรียกขานไปในทางตรงกันข้าม นั่นก็คือ “ทะเลน้อย” 
       
       ทะเลน้อย ตั้งอยู่ใน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นส่วนหนึ่งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ พัทลุง สงขลา และ นครศรีธรรมราช ซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นพื้นดิน ทุ่งหญ้า ป่าเสม็ด ป่าพรุ นาข้าว ป่าดิบชื้น และพื้นน้ำที่มีประมาณ 17,500 ไร่ จากเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 281,250 ไร่ 
       
       ทะเลน้อยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก ทั้งระบบนิเวศ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ พรรณพืช โดยเฉพาะนกที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก


  หลังจากเดินทางไกล ลอง...ปล่อยให้เวลาผ่านไปสักระยะ ชะตา ภาระ จะเหวี่ยงเราไปที่ไหนก็ช่าง แล้วค่อย ๆ หลับตานิ่งนึกถึงการเดินทางครั้งนั้นอีกที ภาพแรกที่ปรากฏในมโนนึก ฉันจะเรียกมันว่า...ความทรงจำ งดงาม จางบ้าง แต่ไม่รางเลือน เช่นความทรงจำของคนรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา ที่วันนี้ฉันพบว่า มันกำลังกลับมากระจ่างชัดอีกหน








    ลมไหลเอื่อย แสงไฟนวลลอดผ่านโป๊ะกรงนกเขาพัดปลิวตลอดริมทางเดิน น้ำหน้าบ้านกลับมากระเพื่อมด้วยฝีพายเรือลำเล็ก ของลูกหลานที่แวะเวียนมาเยี่ยมตายาย เรือนแถวไม้เดี่ยวและเรือนแถวไม้ทรงปั้นหยาริมน้ำ กลับมายืดโยงกันไว้ด้วยซานบ้านไม้เคี่ยมแต่โบราณ สลับทางเดินใหม่ที่เพิ่งสร้างอย่างต่อเนื่อง ดูคล้ายทุกอย่างกำลังกลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง หลังถูกทิ้งร้างไปนาน...นานเท่าที่สายน้ำถูกลดความสำคัญลง


ผีเสื้อ

ความงามของผีเสื้อและดอกไม้  ความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ไม่อาจแยกขาดกันได้  ในธรรมชาติพืชพรรณไม้หลายชนิดได้อาศัยผีเสื้อช่วยในการผสมเกสร  โดยใช้สีสันความงามของกลีบดอก หรือใช้กลิ่นหอมดึงดูดให้ผีเสื้อเข้ามาตอมและดูดกินน้ำหวานเป็นสิ่งตอบแทน ขณะเดียวกันเกสรดอกไม้ก็จะติดตามแข้งขาหรือลำตัวของผีเสื้อ  เมื่อผีเสื้อบินไปเกาะยังดอกอื่น ก็จะช่วยทำให้เกิดการผสมเกสรขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผีเสื้อก็มีส่วนทำลายต้นพืช  เพราะขณะที่ผีเสื้อมีชีวิตอยู่ในขั้นของตัวหนอนก็จะต้องกินใบหรือส่วนอื่น ๆ ของพืช เพื่อการเติบโตเป็นผีเสื้อและแพร่ขยายพันธ์ต่อไป